New Normal ของการศึกษาไทยคืออะไร เมื่อการเรียนทางไกลไม่ใช่คำตอบ

เมื่อวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของวัววิด-19 ระลอกแรกคลี่คลายลง หลายๆภาคส่วนเริ่มกล่าวถึง “ความธรรมดาใหม่” หรือ “New Normal” ที่จะตามมา ภาคการศึกษาเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งส่วนใดที่เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ทั่วทั้งโลกรวมทั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดสถานที่เรียนรวมทั้งมหาวิทยาลัยที่ทำให้อีกทั้งภาคแนวนโยบาย สถานศึกษา คุณครู รวมทั้งผู้เรียนนิสิต จำต้องหันมาใช้การเรียนการสอนระยะไกลอย่างเร่งด่วน เชื้อเชิญให้ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมีความคิดว่า เมื่อวัววิด-19 ผ่านไป การเล่าเรียนระยะไกลรวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเล่าเรียนจะเปลี่ยนเป็นความธรรมดาใหม่ของการเล่าเรียนไทย แต่ทว่า ความธรรมดาใหม่นี้จะเกิดขึ้นใช่หรือไม่ เพราะเหตุใด ถ้าเกิดไม่ใช่แล้ว ความธรรมดาใหม่ของการศึกษาเล่าเรียนไทยจะเป็นเยี่ยงไรแน่ รวมทั้งผู้ใดจะเป็นผู้กำหนดใบหน้าของความธรรมดาใหม่นี้

เพราะอะไรการเล่าเรียนระยะไกลและก็การเล่าเรียนออนไลน์จะยังไม่ใช่ “ความธรรมดาใหม่” แม้กระนั้นบางทีอาจแปลงการกระทำการใช้เทคโนโลยีของอาจารย์
การจัดการเรียนระยะไกลรวมทั้งการศึกษาออนไลน์ที่ทั่วถึงแล้วก็มีประสิทธิผลสูงสำหรับเด็กนักเรียนทุกคน จำต้องพึ่งพาอาศัยหลายสาเหตุ อีกทั้งความพร้อมเพรียงทางเทคโนโลยี ความพร้อมเพรียงของคุณครูสำหรับการจัดแจงเรียนการสอนแบบใหม่ และก็ความพร้อมเพรียงของครอบครัวรวมทั้งผู้เรียนสำหรับเพื่อการศึกษาจากที่บ้าน ต้นสายปลายเหตุพวกนี้มีต้นทุนอย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเมืองจะแบ่งเงินช่วยเหลือค่าคอมพิวเตอร์แก่นักเรียนมหาวิทยาลัยที่อดอยากคนละ 10,000 บาท จำเป็นต้องใช้งบประมาณถึง 2,800 ล้านบาท (จาก บทความ โดย ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู) รวมทั้งถ้าเกิดรัฐบาลจะแบ่งสรรงบประมาณเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์ให้เฉพาะเด็กนักเรียนกรุ๊ปอนาถาพิเศษที่มีอยู่กว่า 700,000 คนตามกฏเกณฑ์การคัดเลือกกรองของกองทุนเพื่อความเท่าเทียมกันด้านการศึกษา (กสศาสตราจารย์) คนละ 10,000 บาท จำเป็นจะต้องใช้งบประมาณกว่า 7,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังมีต้นทุนที่ครอบครัวเด็กนักเรียนจะต้องจ่าย ทั้งยังค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอาหารมื้อเที่ยง เงินลงทุนค่าพลาดโอกาสของบิดามารดาผู้ดูแลที่จำต้องใช้เวลาดูแลการเล่าเรียนของลูกแทนการทำงานหาเงิน รวมทั้งเงินลงทุนค่าพลาดโอกาสของผู้เรียนที่เกิดขึ้นจากด้านการเรียนระยะไกลหรือเรียนทางอินเตอร์เน็ต ที่งานศึกษาเรียนรู้วิจัยจำนวนหลายชิ้นชี้ว่า นำมาซึ่งผลสรุปน้อยกว่าการศึกษาเล่าเรียนตามธรรมดากับคุณครูในห้องเรียน

เมื่อคิดถึงทุนที่สูงมากมายสำหรับการเปลี่ยนแปลงผ่านไปสู่การศึกษาระยะไกลด้วยเทคโนโลยี แล้วก็ผลเชิงประสิทธิภาพและก็ความทัดเทียมที่คลุมเครือ คนเขียนมั่นใจว่า เมื่อเหตุการณ์การระบาดของวัววิด-19 เลิกลง ระบบการเรียนในภาครวมจะกลับไปสู่การจัดการเรียนในสถานที่เรียนเป็นหลัก ส่วนการเล่าเรียนระยะไกลด้วยเทคโนโลยีจะเป็นเพียงแต่ลู่ทางที่ถูกประยุกต์ใช้ในบางเหตุการณ์ กับผู้เรียนเพียงแค่บางกรุ๊ป และก็ในบางพื้นที่ แต่ว่าจะยังไม่ใช่ความธรรมดาใหม่ของการเล่าเรียนไทยในอนาคต

แม้กระนั้น ในเวลาเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ด้านการศึกษามากไม่น้อยเลยทีเดียวได้ปรับนิสัยเพื่อใช้เทคโนโลยีสำหรับเพื่อการดำเนินงานระยะไกล อาทิเช่น การสัมมนาออนไลน์ การจัดการเอกสารออนไลน์ผ่านคลาวด์ ฯลฯ ความเคลื่อนไหวความประพฤติดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แม้ว่าจะมิได้แปลงแนวทางในการศึกษาเรียนรู้ในห้องเรียนโดยตรง แต่ว่าคงจะช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการทำงานให้แก่คุณครูแล้วก็เจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาได้ ก็เลยมีลักษณะท่าทางที่จะเดินต่อไปถึงแม้การระบาดสิ้นสุดลง

“ความธรรมดาใหม่” ของภาคการศึกษาไทย ต้องเป็นการให้น้ำหนักแบบใหม่เพื่อจัดแจงปัญหาเดิม
การปรากฏของวัววิด-19 ที่ทำให้ผู้เรียนมิได้ไปสถานศึกษา คุณครูจัดแจงเรียนการสอนมิได้เสมือนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ทำให้มีการเกิดความประจักษ์แจ้งทราบใหม่ถึงสิ่งที่มีความจำเป็นแล้วก็ต้องตามที่เป็นจริงต่อการเรียนของผู้เรียนได้แก่ หลักสูตรศูนย์กลางที่มีอยู่เดิมงุ่มง่ามเกินความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับบริบทของเด็กแต่ละคน แล้วก็ หลักเกณฑ์หัวข้อการแต่งตัวรวมทั้งการไว้ทรงผมไม่มีความจำเป็นเมื่อเด็กศึกษาอยู่ที่บ้าน ฯลฯ

พวกเราควรที่จะใช้ความเข้าใจรู้ที่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเหตุการณ์นี้ มาวางแบบอนาคตของการเล่าเรียนไทย โดยให้น้ำหนักกับสิ่งที่จำเป็นต่อการเล่าเรียนของเด็กนักเรียน มากยิ่งกว่า ข้อจำกัดที่ถูกระบุขึ้นที่จะตอบสนองหลักการ แนวความคิดหรือผลตอบแทนบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับการศึกษาของผู้เรียน อย่างเช่น

ให้น้ำหนักกับ ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างคุณครูและก็ผู้เรียน มากยิ่งกว่า ปริมาณชั่วโมงที่ผู้เรียนอยู่ข้างในห้องเรียนหรือเรียนผ่านสื่อโทรทัศน์หรือสื่อออนไลน์
ให้น้ำหนักกับ การเล่าเรียนที่เชื่อมโยงกับความพอใจของผู้เรียน เชื่อมโยงกับชุมชนรวมทั้งบริบทที่เด็กนักเรียนอยู่ มากยิ่งกว่า การเล่าเรียนอิงตามมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ
ให้น้ำหนักกับ การวัดผลเพื่อการวิวัฒนาการศึกษาของผู้เรียน (formative assessment) จากงานรวมทั้งความประพฤติปฏิบัติของเด็กนักเรียน มากยิ่งกว่า การประมาณเพื่อการวินิจฉัย (summative assessment) เพื่อนำไปใช้ให้ท่านให้โทษแก่สถานศึกษาและก็พนักงานด้านการศึกษา
ให้น้ำหนักกับ การเกื้อกูลเด็กนักเรียนที่มีความท้าสำหรับการเรียน พร้อมกันกับ การช่วยสนับสนุนผู้เรียนกรุ๊ปอื่นๆให้เต็มตามความสามารถ เนื่องด้วยเด็กนักเรียนที่ขาดแรงบันดาลใจสำหรับการเรียนเป็นทุนเดิมหรือมาจากครอบครัวอดอยากมีทิศทางจะหลุดออกมาจากระบบการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นเมื่อสภาพเศรษฐกิจเสื่อมถอย
ให้น้ำหนักกับ การเรียนเพื่อสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายรวมทั้งดวงใจ พร้อมกันกับ การศึกษาทางวิชาการ เหตุการณ์โรคระบาดมีผลต่อสุขภาพทางกายแล้วก็จิตใจของทุกคนรวมทั้งเด็กๆทุกวัย วิชาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของสมองแสดงให้เห็นว่า การศึกษาจะเกิดขึ้นได้ยากเมื่อเด็กมีความตึงเครียดหรืออยู่ในภาวการณ์ที่มีอันตราย คุณครูจำเป็นจะต้องแทรกสอดรายละเอียดความรู้เกี่ยวกับสุขสภาวะ การดูแลรักษาสุขภาพกายแล้วก็จิตใจ เพื่อเด็กศึกษาและก็ปรับนิสัยได้ท่ามกลางเหตุการณ์ครอบครัวแล้วก็สังคมที่ไม่แน่นอน
ให้น้ำหนักกับ การจัดสรรทรัพยากรออฟไลน์แก่เด็กแล้วก็ครอบครัว พร้อมกันกับ ทรัพยากรออนไลน์ ดังเช่น จัดแบ่งหนังสือเด็กให้แก่ครอบครัวไม่ค่อยได้รับโอกาศเพื่อเพิ่มช่องทางสำหรับในการทำความเข้าใจที่บ้าน จัดให้มีอาสาสมัครติดตามเหตุการณ์เด็กในแต่ละครอบครัวรวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ดูแลสำหรับเพื่อการดูแลลูก ในลักษณะเดียวกันกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ให้ความรู้ความเข้าใจประเด็นการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย ฯลฯ พร้อมกันไปกับการปรับปรุงแก้ไของค์ประกอบเบื้องต้นด้านเทคโนโลยีของประเทศ ซึ่งจะมีคุณประโยชน์กับราษฎรในด้านต่างๆไม่เพียงแค่การเล่าเรียนแค่นั้น
การผลิตความธรรมดาใหม่ตามข้อแนะนำนี้สามารถทำเป็นโดยไม่จำเป็นจำต้องใช้ทรัพยากรอย่างมากมาย เพียงแต่อาศัยการปรับมุมมองของผู้กำหนดแนวนโยบาย ปรับขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษา สร้างความร่วมแรงร่วมใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐรวมทั้งหน่วยงานข้างนอกที่มีความชำนาญในด้านต่างๆรวมทั้ง ถอดบทเรียนองค์วิชาความรู้จากอีกทั้งในแล้วก็เมืองนอก ด้วยเหตุว่าวิธีการจัดแจงเรียนที่กล่าวมานี้เป็น“ความธรรมดาเดิม” ที่เกิดขึ้นมาแล้วในระบบการศึกษาเล่าเรียนของหลายประเทศทั้งโลก รวมทั้งบางสถานที่เรียนในประเทศไทยที่ปรับการเล่าเรียนสู่ศตวรรษที่ 21 มาก่อนหน้านี้ รวมทั้งคงจะยังคงสอดคล้องกับโลกในอนาคต

ผลสรุป: มีหรือเปล่ามีวัววิด-19 ก็จะต้องร่วมวางแบบความธรรมดาใหม่ที่การเล่าเรียนไทยปรารถนา (desirable new normal)
ถึงแม้ไม่มีวัววิด-19 ระบบการศึกษาเล่าเรียนไทยก็กำลังเปลี่ยนอยู่เสมอเวลาจากเหตุขับเยอะแยะ อีกทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น สภาพเศรษฐกิจที่ต่ำ ทางสังคม ตัวอย่างเช่น องค์ประกอบพลเมืองที่เปลี่ยน ทางเทคโนโลยี ดังเช่น disruptive technology ที่ทำให้ความสามารถที่เป็นที่เรียกร้องแปรไป รวมทั้งทางด้านการเมืองการปกครอง ตัวอย่างเช่น การดำเนินแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ฯลฯ คนเขียนเห็นว่า วัววิด-19 เป็นอีกทั้ง “ตัวกระตุ้นปฏิกิริยา” ที่ทำให้ความเคลื่อนไหวที่คอยอยู่เกิดขึ้นเร็วขึ้น อย่างเช่น การนำเทคโนโลยีเพื่อการเล่าเรียนมาใช้ในวงกว้าง แล้วก็เป็น “ตัวถ่วงปฏิกิริยา” ให้กลยุทธ์บางสิ่งบางอย่างชะลอออกไป ยกตัวอย่างเช่น การนำร่องตรวจสอบและลองใช้หลักสูตรฐานความสามารถในปีการศึกษา 2563

การรีบปฏิกิริยารวมทั้งการหน่วงปฏิกิริยาของวัววิด-19 ทำให้ผู้ที่มีการเกี่ยวข้องเล็กน้อยจำเป็นต้องปรับนิสัยด้วยสิ่งที่มีความต้องการ เหมือนกันกับแรงดึงแล้วก็แรงผลักของต้นเหตุขับต่างๆที่มีผลเสียต่อการศึกษาเล่าเรียนไทยโดยตลอด ถ้าหากขาดการออกแบบเชิงรุกและก็การตั้งรับปรับพฤติกรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคการศึกษา ก็เป็นได้สูงมากมายว่าอนาคตของการศึกษาเล่าเรียนไทยจะเขยื้อนคล้อยไปตามแรงพวกนี้จนกระทั่งไม่อาจควบคุมแนวทางไปสู่จุดมุ่งหมายที่ปรารถนาได้

ดังนั้น นักเขียนมั่นใจว่า การจินตนาการถึง “ความธรรมดาใหม่” ที่กำลังจะออกเดินทางมาถึง ไม่สมควรถูกตีกรอบไว้ด้วยเหตุการณ์สิ่งที่มีความต้องการจากวัววิด-19 แล้วก็ต้นสายปลายเหตุอื่นๆที่ควบคุมมิได้เพียงแค่นั้น แม้กระนั้นควรจะเป็นการจินตนาการถึง “ความธรรมดาใหม่ที่เป็นที่เรียกร้อง” (desirable new normal) จากการปรึกษาแล้วก็คิดแผนด้วยกันของบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้กำหนดหลักการ ประธานโรงเรียน คุณครู เจ้าหน้าที่ทางเล่าเรียน ผู้ประกอบธุรกิจในภาคธุรกิจรวมทั้งภาคประชากรสังคม บิดามารดา ผู้ดูแล รวมทั้งที่สำคัญที่สุด เป็นตัวเด็กนักเรียนเอง